[CS] MS 1019 : เริ่มนับหนึ่ง
posted on 14 Dec 2008 20:47 by boomcubic in ThoopFah-Sidestoryเพราะเป็นการตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมธูปถึงชอบฟ้า และก็เป็นภาพรวมชีวิตของธูป และชีวิตเทอมหนึ่งทั้งหมด
หมายเห็ด : ภาษา + การดำเนินเรื่องอาจจะน่าเบื่อหน่อยนะคะ เพราะจำเป็นต้องปูเรื่อง แต่คนที่ชอบคู่นี้คิดว่าอ่านถึงตอนท้ายคงพอชดเชยกันได้นิดนึง(ล่ะมั้ง) อูอา ไม่อยากสปอยล์ เอาเป็นว่าตามอ่านได้โลดเลยคร้า
เชิญทัศนา
Credit โครงการ : http://cubicschool.exteen.com
แขกรับเิชิญ : ธูป ฟ้าเทียน
ผมนึกย้อนไปในวัยเด็ก สมัยที่ผมยังหัดนับเลข พ่อเป็นคนสอนผม เรายืนอยู่ในสวนหลังบ้าน บ้านอยู่ด้านหลัง ต้นไม้อยู่รอบด้าน พ่อมักจะให้ผมมองนกบนฟ้า มองแมลงบนพื้น นกตัวเดิมบินหายไป นกตัวใหม่บินเข้ามา พ่อสอนให้ผมดูที่มือตัวเอง กางออก มองไปที่นิ้วห้านิ้ว แล้วค่อยๆลดนิ้วลงทีละนิ้ว ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว
แล้วผมก็เริ่มนับ
พ่อของผมคือผมอายุสี่สิบห้า แต่ใส่แว่นโตกรอบหนาไม่ใช่แว่นกรอบเหลี่ยม พ่อไว้ผมรองทรงแบบชายไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนมายี่สิบปี เสื้อผ้าของพ่อเป็นสีสุภาพ พ่อไม่ชอบทำให้เสื้อยับเพราะรู้สึกว่าเป็นการเสียมารยาท พ่อเป็นพนักงานบริษัทธรรมดา เข้าทำงานตรงเวลาเลิกงานก็กลับบ้านตรงเวลา ยกเว้นวันที่ต้องไปกินเลี้ยงกับเพื่อนร่วมงานที่ต้องมีบ้าง พ่อตั้งมั่นว่าทำงานเก็บเงินอย่างนี้ต่อไปจนถึงเวลาควรเกษียณ หลังจากนั้นก็จะอยู่บ้าน ปลูกกล้วยไม้ เข้าวัด ฟังธรรม บำเพ็ญประโยชน์
เวลาอยู่บ้านพ่อก็เป็นพ่อบ้าน พ่อทำความสะอาด ทำกับข้าว ผมก็ช่วยพ่อทำงานเป็นครั้งคราวแต่พ่อ,มักยึดหน้าที่ไปเกือบหมดเพราะพ่อหลงใหลในการปัดกวาดเช็ดถู หลายคนบอกว่าพ่อเป็นพ่อศรีเรือน ซึ่งก็ไม่ผิดนัก เพราะนอกจากทำบ้านเสียสะอาดเนี้ยบ เสน่ห์ปลายจวักของพ่อก็เลื่องลือชนิดที่ถ้าลาออกจากงานมาขายข้าวแกง แม่ค้าพ่อค้าอาจยึดรถเข็นประท้วงเพราะทำเขาเสียรายได้
พ่อยังเป็นอะไรได้อีกหลายอย่าง พ่อมักใจอ่อนกับเด็ก เวลาว่างจากการทำงานก็จะคอยสอนการบ้านให้เด็กแถวนี้ ซึ่งเด็กๆก็ชอบพ่อกันทั้งนั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าที่ชอบเพราะพ่อสอนเก่ง เพราะขนมที่พ่อทำมาแจกตอนสอนกันแน่ แต่ที่รู้ชัดๆอยู่อย่างคือพ่อไม่เคยดุเด็กเลย ผมจำครั้งสุดท้ายที่พ่อโกรธไม่ได้แล้วเพราะมันผ่านมานานมาก นานจนผมนึกสงสัยด้วยซ้ำว่าพ่อเคยโกรธไหม
ภาพของพ่อที่ผมคุ้นตามักจะเป็นภาพที่พ่อทำความสะอาด ทำกับข้าว ช่วยคุณยายข้างบ้านซ่อมรั้วที่พังได้ตลอดเวลาเพราะพอผ่านไปหนึ่งวัน ยายก็จำไม่ได้แล้วว่ามันเพิ่งถูกซ่อม แล้วก็ขอให้พ่อช่วยซ่อมใหม่ แน่นอนว่าพ่อผมก็ยอมทำ
หลายคนบอกว่าพ่อผมยอมคนง่ายเกินไป หัวอ่อนเกินไป
บางคนก็บอกว่าพ่อเป็นพ่อพระ...ดีแต่เสียสละ ไม่เคยทันคน
ผมก็ไม่เคยเถียงใครเขาหรอก
"ธูป มากรวดน้ำได้แล้วลูก"
นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมที่เราทำร่วมกันทุกเช้า การตักบาตรถือว่าเป็นกิจกรรมพิเศษในครอบครัว วันนี้เป็นวันพ่อ ก็เลยยิ่งพิเศษขึ้นมาหน่อยเพราะกับข้าวทุกอย่างพ่อเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเอง
บทสวดสำหรับกรวดน้ำเริ่มขึ้น สายน้ำไหลลงจากแก้วใสสู่ผืนดิน สายตาของเราสองคนจดจ่ออยู่ที่เดียวกัน จิตใจของเราก็นึกถึงคนสองคนที่เราไม่เคยลืม
ถ้าเราไม่ใช่เราทุกวันนี้ เวลาที่จะต้องลุกขึ้นมาเตรียมของเพื่อตักบาตรตอนเช้า ผมคงคิดเหมือนคนทั่วไปว่ายุ่งยาก ไม่คุ้ม แต่เราที่เป็นเราทุกวันนี้ เรารู้ดีว่า เวลาเพียงเล็กน้อยแค่นี้ มันเทียบอะไรไม่ได้เลย
"แม่กับน้อง คงจะชอบกับข้าววันนี้นะลูก"
เทียบกันไม่ได้เลย กับสิ่งที่เราเคยสูญเสียไป
โต๊ะกินข้าวบ้านเรามีเก้าอี้อยู่ 2 ตัว
แต่เดิมเรามีอยู่สี่ เป็นเก้าอี้ธรรมดาอยู่สาม และเก้าอี้สำหรับเด็กนั่งอีกหนึ่ง แต่พอผมผมอายุหกขวบ เก้าอี้สองตัวก็ถูกปลดประจำการ ตัวหนึ่งสอดไว้ใต้โต๊ะแต่ไม่เคยใช้ อีกตัวยังไม่ทันได้แกะจากห่อพลาสติก นอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าเด็ก ของเล่นเด็กแรกเกิด ของเล่นเด็กอีกหลายช่วงอายุ จริงๆพ่อเกือบจะสร้างสนามเด็กเล่นแล้วถ้าแม่ไม่เตือนว่าเราคงต้องล้มต้นไม้หมดทั้งสวนถึงจะทำได้
แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเคยได้ใช้
ทุกอย่างที่ซื้อมากลายเป็นว่าเราต้องแพ็คและกองรวมไว้ในห้องเก็บของ ซึ่งใกล้จะล้นเต็มทีเพราะมีแต่เอาเข้าไม่เคยเอาออก
นิสัยอีกอย่างหนึ่งของพ่อคือ พ่อไม่ชอบทิ้งขว้างไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม สมัยก่อนผมเคยถามว่า
"ทำไมเราถึงไม่ทิ้งไปล่ะครับ"
พ่อก็ตอบผมว่า
"เก็บไว้เถอะลูก สักวันนึงเราจะได้ใช้"
"ธูป เห็นแว่นตาของพ่อมั้ย"
เสียงพ่อดังขึ้นจากในครัว ใกล้ถึงเวลาข้าวเย็น ก็หมายความว่าพ่อจะต้องเตรียมอาหาร แต่ที่ถามถึงแว่นตานั่นก็เป็นเพราะนิสัยแก้ไม่หายอีกอย่างหนึ่ง คือพ่อรู้ว่าจะวางแว่นได้ที่ไหน แต่จำไม่เคยได้ว่าต้องไปหยิบแว่นจากที่ไหน
ย้อนเวลาไปสิบปีก่อน ภาพพ่อก้มๆเงยๆหาแว่นในครัวก็ยังมีอยู่เหมือนฉายหนัง พระเอกหนังหาแว่นไม่เจอ เปิดลิ้นชักก็แล้ว เดินวนก็แล้ว หายังไงก็ไม่เจอ พระเอกก็เลยหัวเราะแหะๆไปทางนางเอกที่ยืนมอง พระเอกขอให้นางเอกช่วยหา นางเอกก็จะยิ้ม ส่ายหน้า และใช้เวลาเพียงไม่นาน แว่นตาก็จะกลับคืนสู่มือพระเอก
คืนกลับมาปัจจุบัน หนังที่ว่านั้นยังฉายอยู่ พระเอกคนเดิม นางเอกคนเดิม แว่นตาอันเดิมของพระเอกหาย พระเอกเดินวนหา นางเอกยืนมองยิ้มๆ พระเอกหัวเราะแหะๆ แต่ไม่ใช่หัวเราะให้นางเอก
เพราะตอนนี้คนที่มองเห็นนางเอก มีแค่ผมเท่านั้น
เสียงกริ่งประตูัดังจากหน้าบ้าน
ทีแรกผมคิดจะช่วยพ่อหาแว่น แต่เมื่อมีแขกมาแขกย่อมสำคัญกว่า ผมเดินออกจากห้องครัว เดินผ่านห้องนั่งเล่นที่พ่อมักเปิดเพลงเก่าๆทิ้งไว้ ผมนึกในใจว่าใครกัน วันนี้เป็นวันหยุด วันพ่อ หยุดยาวแบบนี้คนน่าจะไปเที่ยวกับครอบครัวเสียมากกว่า ผมนึกถึงหน้าญาติและเพื่อนสนิทของครอบครัวคนไหนที่จะมาเยี่ยมในวันนี้ไม่ออก
นอกเสียจาก...นอกเสียจากคนที่ผมได้เห็นหน้าทันทีที่ประตูเปิดออก
"ทำไมเปิดช้าจังยะ ฉันเมื่อยนะเนี่ย"
เห็นแล้วอยากจะถอนหายใจเฮือก
...วันนี้ก็มาอีกแล้วรึ
...พรหมลิขิตบันดาลชักพา
ดลให้มาพบกันทันใด
ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล
พรหมลิขิตดลจิตใจ
ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ...
พ่อผมชอบฟังเพลงเก่าเพราะพ่อบอกเพลงสมัยใหม่ฟังไม่รู้เรื่อง พ่อชอบวินัย จุลลบุษปะเป็นพิเศษเลยเปิดเพลงของเขาตลอดเวลา ห้องนั่งเล่นของบ้านเราจึงไม่เคยขาดเสียงดนตรี ผมว่าเพลงนี้มันก็เพราะดี แต่แขกของผมจะชอบหรือเปล่าผมก็ไม่ใคร่จะแน่ใจ
"เพลงอย่างเก่า"
"พ่อฉันชอบ"
"ฉันก็ไม่ได้บอกว่าเก่าแล้วไม่ดีซักหน่อย"
"ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรเหมือนกัน"
พอผมเริ่มรู้สึกเหมือนจะมีประกายไฟเปรี้ยะๆ เสียงจากในครัวก็ดังขึ้นมา
"อ้าว เทียน มาเยี่ยมเหรอลูก พอดีเลย มาช่วยพ่อทางนี้หน่อย"
คำที่พ่อและผมใช้เรียกเธอไม่เหมือนกัน พ่อเรียกเธอว่าเทียนเพราะชื่อฟังแล้วนึกถึงลูกสาว ส่วนผมเรียกเธอว่าฟ้าเพราะผมไม่อยากนึกให้เธอเป็นน้องสาว และไปๆมาๆไม่รู้พ่อใครเป็นพ่อใครกันแน่ นับตั้งแต่เธอเริ่มก้าวเข้าบ้านผมมา มีอะไรพ่อก็เรียกแต่"ลูกสาว" ตลอด
ได้ยินพอผม เธอก็ทำท่าจะหันไปโดยพลัน เห็นแล้วหงุดหงิดบอกไม่ถูก ทีผมพูดอะไรยังไม่เห็นยอมฟังแบบนี้บ้าง แถมพอจะไปยังไม่วาย
"เอ้อนี่ ฝากกันดั้มด้วย"
กันดั้มถูกวางแหมะเข้าใส่ผม กันดั้มเป็นเด็กชายอายุเกือบขวบ เป็นน้องชายของฟ้า ตอนแรกที่ผมได้ยินผมก็อย่างงงว่าเด็กบ้าอะไรชื่อกันดั้ม ผมเลยถามเธอว่าแม่เธอตั้งชื่ออย่างนี้จริงหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ยอมตอบ พูดเพียงแต่ว่า กันดั้มก็คือกันดั้ม
สรุปน้องชายเธอก็เลยชื่อกันดั้ม
ในทีแรกผมงงๆกับวิถีของกันดั้ม ฟ้าเขาบอกว่ากันดั้มเป็นลูกหลง อยู่ดีๆก็ได้น้องมา เธอก็แปลกใจอยู่แต่ไม่ว่าอะไร เพราะก็เป็นการดีต่อไปจะได้มีวัตถุดิบเขียนนิยายแบบคอนโทรลเองได้ ถึงจะแอบหงุดหงิดเล็กน้อยที่หน้าที่คนเลี้ยงกันดั้มต้องตกอยู่ที่เธอ
ตอนแรกๆผมตงิดๆนิดหน่อยที่เธออิดออดจะเลี้ยงน้อง แต่ดูไปดูมาเธอก็ไม่ได้รังเกียจ แค่ขี้เกียจซะมากกว่า และสุดท้ายทุกอย่างก็แฮปปี้เอนดิ้งตามวิถีแห่งกันดั้มได้เพราะเธอเอามาให้พวกเราช่วยเลี้ยง ซึ่งพ่อผมก็อ้าแขนรับด้วยความดีใจ ส่วนผมก็นั่งชงนมให้กันดั้ม
ในขณะที่จัดแจงผ้าปูที่นอน(ยังดีที่เธอยังมีกะใจแบกมา) เตรียมฐานทัพให้กันดั้ม เสียงคนในครัวซึ่งไม่ใช่เสียงพ่อผมแน่ๆก็ลอยขึ้นมา
"นี่นาย แขกมา ไม่หาอะไรให้กินหน่อยเหรอยะ"
อยู่ในครัวก็หยิบกินเองไม่ได้เรอะ
...เออชะรอยจะเป็นเนื้อคู่
จึงอุ้มชูเลี้ยงดูบำเรอ...
เพลงยังคงไม่เปลี่ยนไป เหมือนกับคำบัญชาของคุณแขกที่ยังคงอยู่ สุดท้ายผมก็เลยต้องหาของกินเตรียมให้เธอ น้ำหวานและมันฝรั่งทอดจัดแจงวางอยู่บนโต๊ะ ส่วนคนหิวจัดทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ผมอยากจะถาม แต่ผมไม่มีเวลาจะสน เพราะตอนนี้ต้องตามใจกันดั้ม
นอกจากเห็นหน้าแวบแรกก็รู้ว่าพี่น้องแล้วนิสัยยังบ่งบอก อนาคตเด็กคนนี้น่าเป็นห่วงอยู่รำไร ไม่ใช่แค่ความม่วงแต่พ่วงความเอาแต่ใจ ตอนนี้ก็ใช้ให้ผมแกะห่อของเล่นที่พ่อแวบไปหยิบออกมาจากห้องเก็บของเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ออกมา ทั้งลูกยาง ปลาตะเพียน รถไฟ พ่อดูอินจัดจนร่ำๆจะทำสนามเด็กเล่นอีกครั้งถ้าฟ้าไม่บอกว่ายังอยากกินมะม่วงจากต้นหลังบ้านอยู่
เพราะของที่ขุดออกมาก็อายุมากแล้วบางอย่างก็เสื่อมสภาพไป บางอย่างก็ยังคงใช้ได้ ท่านประธานกันดั้มของเราก็จัดการคัดแยกไปเรื่อยๆจนสะดุดตาสะดุดใจกับของเล่นอย่างหนึ่ง โมบายแขนหมุนๆที่ดึงเชือกแล้วจะมีเสียงเพลง
ดูท่ากันดั้มจะชอบไอ้นี่มาก มือเล็กๆใต้ถุงมือเลยจับๆตบๆ พร้อมส่งสายตาออกคำสั่งชนิดแล้วนึกถึงใครบางคน ผมก็เลยช่วยไม่ได้ลองหยิบมันขึ้นมาดู แล้วก็ลองดึงเชือก
เสียงดนตรีขับกล่อมแว่วมา พร้อมกับของประดับชิ้นเล็กที่เริ่มหมุน
อืม ยังใช้ได้แฮะ
...แต่ครั้งแรกเมื่อพบเธอ
ใจนึกเชื่อเมื่อแรกเจอ...
เพลงที่พ่อเปิดและเพลงจากของเล่นดังทับซ้อนกัน แต่แปลกที่ฟังแล้วไม่ขัดหูเท่าไหร่ ของเล่นถูกใจทำให้กันดั้มสงบลง ผมหาที่แขวนโมบายให้เขานอนกินนมว่าง่ายๆ พร้อมกับดูปลาตัวเล็กๆที่เริ่มหมุน
หมุนเป็นวงกลม อย่างที่โลกเราหมุน
ก็ตลกดี ถ้าดูอะไรหลายอย่างที่ผมได้เรียนรู้ตั้งแต่รู้จักเธอ สิ่งที่เด่นชัดที่สุดก็ตรงคำว่า "โลกกลม"
เธอมาอยู่ห้องเดียวกับผม นั่งข้างหลังผม ชื่อเหมือนน้องสาวผม บ้านอยู่ซอยถัดไปไม่ไกลจากผม และไปๆมาๆพ่อผมพ่อเธอดันเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัย ม.ปลายเข้าให้อีก รวมทั้งนึกไปถึงคำพูดของคุณตาที่เคยทำนาย
...ว่าฉันและเธอ...
"ธูป เตรียมกับข้าวเสร็จแล้วลูก"
เสียงที่ดังจากครัวคราวนี้เป็นเสียงพ่อ ผมดูกันดั้มอีกครั้ง เอาให้แน่ใจว่าคงไม่มีอารมณ์จะแผลงฤทธิ์แน่แล้วจึงลุกเดินเข้าไปในครัว กับข้าวสามสี่อย่างจัดวางบนโต๊ะ พ่อผมมีความสามารถพิเศษบางอย่างที่จะรู้ว่าอะไรควรต้องอยู่คู่กับอะไร การตกแต่ง อาหาร ต้นไม้ จานชาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในห้องนี้ จึงดูเหมาะเจาะลงตัวไปหมด
"ใช้แขกช่วยทำกับข้าวให้แบบนี้ ใช้ได้ทีไหนเนี่ย"
"ได้ข่าวว่าพ่อฉันทำ"
"ฉันเป็นคนตักข้าว"
"เป็นพระคุณมาก"
"ย่ะ จำไว้เลยด้วยนะ"
"จำแน่ ค่าอาหารครั้งนี้โบ้ยไว้เช็คบิลทีเดียว"
เธอหันมาขู่ฟ่อ คงคิดหาอะไรสวนกลับผมหลังจากโดนฮุคขวาเข้าไปเต็มๆ แต่เหมือนจะมีอะไรเบี่ยงความสนใจไป เพราะตอนนี้เธอขมวดคิ้ว ทำท่าแขยง และเสียงของเธอก็ดังขึ้น
พร้อมกับเพลงเดิมในห้องที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
...พรหมลิขิตบันดาลชักพา
ดลให้มาพบกันทันใด...
"นายยิ้มอะไร"
"เปล่า"
...ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล
พรหมลิขิตดลจิตใจ...
"เปล่าบ้านนายสิ ขำอยู่ขัดๆ มีอะไรเหรอยะ"
"ทำไมพ่อใส่แว่นแล้ว"
...พรหมลิขิตดลจิตใจ
ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ...
"หา"
"ก็ทำไมล่ะ"
...เออชะรอยจะเป็นเนื้อคู่
จึงอุ้มชูเลี้ยงดูบำเรอ...
"จะทำไมล่ะก็หาแว่นเจอน่ะสิ"
"เจอที่ไหน"
"กล่องแว่นบนชั้น"
"อืม คงเพราะเรื่องนี้มั้ง"
"เรื่อง?"
...แต่ครั้งแรกเมื่อพบเธอ
ใจนึกเชื่อเมื่อแรกเจอ...
"เธอลองฟังเพลงในห้องดูสิ"
"หะ ทำไม"
ว่าฉันและเธอ...
"เพราะดีนะ"
"เอาล่ะคราวนี้เรียบร้อยจริงแล้ว ทานข้าวกันได้ละทุกคน"
ซักวันนึงคงต้องถาม เพราะเหมือนพ่อผมช่างเข้ามาได้เวลาเสียทุกครั้ง แต่ซักวันนึงของผมนั่นไม่ใช่ตอนนี้ ไหนๆพ่อก็ช่วยเบรกได้ถูกเวลา ผมก็ควรจะตามน้ำไปเสียดีกว่า พ่ออุตส่าห์ได้แว่นคืนทั้งที
อาหารเย็นเริ่มต้น พร้อมกับข้าวสี่อย่าง ข้าวสวยที่ตักแจงลงบนจานสี่ใบพร้อมช้อนส้อมสี่คู่ คู่เล็กคู่หนึ่งเป็นของกันดั้ม ถ้วยชามมิกกี้เมาส์ชุดพิเศษจากห้องเก็บของ พร้อมกับเก้าอี้สำหรับเด็กแกะห่อใหม่ลายเดียวกัน ดูท่ากันดั้มจะภาคภูมิใจกับข้าวของชิ้นใหม่ของเขามาก โดยมีฟ้านั่งเทอาหารเสริมสำหรับเด็กลงชามเซตเดียวกันอยู่ข้างๆ
กันดั้มหัวเราะชอบใจ ฟ้าสีหน้าเซ็งจัด พ่อผมนั่งยิ้ม ส่วนผม...
ผมมองไม่เห็นหน้าตัวเองหรอก เลยไม่รู้ สิ่งที่ผมรู้ผมเห็นเพียงตอนนี้มีแต่ว่า
โต๊ะกินข้าวบ้านผมมีเก้าอี้ 4 ตัว
"แม่เขาชอบไหมลูก" พ่อกระซิบถามผมเบาๆ ขณะที่ฟ้ากำลังโขกสับกันดั้มให้บริโภคอาหารเสริมเละๆ
"กับข้าววันนี้ของชอบ แม่คงชอบล่ะครับ"
พ่อพยักหน้ายิ้มๆอย่างดีอกดีใจ
"แล้วแม่เขาชอบไหมลูก"
ผมมึนๆพักหนึ่ง หากหลังจากเห็นรอยยิ้มของพ่อในอีกแบบหนึ่ง ผมก็ถึงบางอ้อโดยพลัน
"พ่อไม่ได้หมายถึงกับข้าว"
หลายคนบอกว่าพ่อผมยอมคนง่ายเกินไป หัวอ่อนเกินไป
บางคนก็บอกว่าพ่อเป็นพ่อพระ...ดีแต่เสียสละ ไม่เคยทันคน
ผมก็ไม่เคยเถียงใครเขาหรอก
ใช่ ผมไม่เคยเถียงใครเขาหรอก เพราะผมรู้อยู่แก่ใจ ว่าพ่อของผมเป็นคนยังไง
ที่แน่ๆ ไม่ทันคนน่ะ ผิดชัวร์
++++++++++++++++
"รีบๆเดินเร็วเข้าสิ"
"ใครกันแน่ที่มัวชักช้า เมื่อวานก็วันหยุด วันนี้ยังออกสาย"
"เพราะกันดั้มนั่นแหละ"
"โทษคนอื่นเขาทุกที"
"หุบปากแล้วเดินซะ"
หกโมงเช้าหน้าหนาว ท้องฟ้ายังไม่สว่างเท่าไหร่ แต่อากาศก็เย็นสบาย จุดหมายของพวกเราคือสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ไม่ไกลเพื่อต่อรถไปโรงเรียน
ฝูงนกบินบนฟ้า ผมเงยหน้ามอง
"นี่ฟ้า"
"อะไร"
"ชอบกินเค้กใช่มั้ย"
"แล้วทำไมล่ะ"
ผมนึกย้อนไปในวัยเด็ก สมัยที่ผมยังหัดนับเลข พ่อเป็นคนสอนผม เรายืนอยู่ในสวนหลังบ้าน บ้านอยู่ด้านหลัง ต้นไม้อยู่รอบด้าน พ่อมักจะให้ผมมองนกบนฟ้า มองแมลงบนพื้น นกตัวเดิมบินหายไป นกตัวใหม่บินเข้ามา พ่อสอนให้ผมดูที่มือตัวเอง กางออก มองไปที่นิ้วห้านิ้ว แล้วค่อยๆลดนิ้วลงทีละนิ้ว ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว
แล้วผมก็เริ่มนับ
"วันเสาร์นี้ว่างมั้ยล่ะ..."
++++++++++++++++
ตูนแถม
ขออภัยในความสั่วเด้อ อยากวาดดีๆ แต่หงุดหงิดปากกามาก
อยากซื้อหัวเปลี่ยนใหม่อย่างด่วน ใครแนะนำร้านได้ โปรดแถลง แอร้กก
จ๊บแหล่วววว
เดี๋ยวสรุปตามมาอีกที เนื่องด้วยตอนนี้แอบหยอดอะไรไว้เยอะพอดู จึงอยากให้ตกตะกอนก่อน เดี๋ยวจะมีภาคเสริมของฟิคตอนนี้ออกมาอีกที ที่ต้องหั่นออกเพราะคิดว่าอารมณ์มันจบแล้ว
- แ่ต่คำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมธูปถึงชอบฟ้า ตอบไปหมดแล้วเรียบร้อยค่ะ
- ใบอีกนิดหนึ่งว่า อีกใจความสำคัญของฟิคตอนนี้ อยู่ทีอย่างนึงซึ่งไม่สมบูรณ์แหว่งไป
- จริงๆมีอีกเยอะ ไปคิดกันเล่นๆก่อนเน้อออออ
- จริงๆคือมันเขียนไม่ไหวแร่วคร้า (อีนี่)
- หมายเห็ดอีกครั้ง หลายอย่างที่แทรกตีความได้ แต่กันดั้มนี่ไม่ต้องแปล เพราะที่มาคือสีฯรู้จากแม่ฟ้าเทียนว่ามีน้องชาย แต่ลืมถามชื่อ ตอนนี้แม่มันบ้ากันดั้ม น้องมันเลยชื่อกันดั้มซร้า โทษฐานไม่ยอมอัพ เคร้~
++++++++++++++++
แถมไพ่ทาโร่ต์
นังหนูบูม
You are Strength
Courage, strength, fortitude. Power not arrested in the act of judgement, but passing on to further action, sometimes obstinacy.
This is a card of courage and energy. It represents both the Lion's hot, roaring energy, and the Maiden's steadfast will. The innocent Maiden is unafraid, undaunted, and indomitable. In some cards she opens the lion's mouth, in others she shuts it. Either way, she proves that inner strength is more powerful than raw physical strength. That forces can be controlled and used to score a victory is very close to the message of the Chariot, which might be why, in some decks, it is Justice that is card 8 instead of Strength. With strength you can control not only the situation, but yourself. It is a card about anger and impulse management, about creative answers, leadership and maintaining one's personal honor. It can also stand for a steadfast friend.
What Tarot Card are You?
Take the Test to Find Out.
อันนี้ของฟ้าเทียน
You are The Devil
Materiality. Material Force. Material temptation; sometimes obsession
The Devil is often a great card for business success; hard work and ambition.
Perhaps the most misunderstood of all the major arcana, the Devil is not really "Satan" at all, but Pan the half-goat nature god and/or Dionysius. These are gods of pleasure and abandon, of wild behavior and unbridled desires. This is a card about ambitions; it is also synonymous with temptation and addiction. On the flip side, however, the card can be a warning to someone who is too restrained, someone who never allows themselves to get passionate or messy or wild - or ambitious. This, too, is a form of enslavement. As a person, the Devil can stand for a man of money or erotic power, aggressive, controlling, or just persuasive. This is not to say a bad man, but certainly a powerful man who is hard to resist. The important thing is to remember that any chain is freely worn. In most cases, you are enslaved only because you allow it.
What Tarot Card are You?
Take the Test to Find Out.
ก็ได้อีกอะค่ะเจ๊
ของธูป
You are The Hierophant
Divine Wisdom. Manifestation. Explanation. Teaching.
All things relating to education, patience, help from superiors.The Hierophant is often considered to be a Guardian Angel.
The Hierophant's purpose is to bring the spiritual down to Earth. Where the High Priestess between her two pillars deals with realms beyond this Earth, the Hierophant (or High Priest) deals with worldly problems. He is well suited to do this because he strives to create harmony and peace in the midst of a crisis. The Hierophant's only problem is that he can be stubborn and hidebound. At his best, he is wise and soothing, at his worst, he is an unbending traditionalist.
What Tarot Card are You?
Take the Test to Find Out.
พราวทาโร่ต์...
You are The Tower
Ambition, fighting, war, courage. Destruction, danger, fall, ruin.
The Tower represents war, destruction, but also spiritual renewal. Plans are disrupted. Your views and ideas will change as a result.
The Tower is a card about war, a war between the structures of lies and the lightning flash of truth. The Tower stands for "false concepts and institutions that we take for real." You have been shaken up; blinded by a shocking revelation. It sometimes takes that to see a truth that one refuses to see. Or to bring down beliefs that are so well constructed. What's most important to remember is that the tearing down of this structure, however painful, makes room for something new to be built.
What Tarot Card are You?
Take the Test to Find Out.
หนูไอขอวิลแรด
ทำไปทำมาได้ไอ้นี่ 55555555555+
You are The Fool
The Fool is the card of infinite possibilities. The bag on the staff indicates that he has all he need to do or be anything he wants, he has only to stop and unpack. He is on his way to a brand new beginning. But the card carries a little bark of warning as well. Stop daydreaming and fantasising and watch your step, lest you fall and end up looking the fool.
What Tarot Card are You?
Take the Test to Find Out.
อันนี้ของพ่อบูม
You are Death
Change, Transformation, Alteration.
People fear this card, but if you want to change your life, this is one of the best indicators for it. Whatever happens, life will be different. Yes, the Death card can signal a death in the right circumstances (a question about a very sick or old relative, for example), but unlike its dramatic presentation in the movies, the Death card is far more likely to signal transformation, passage, change. Scorpio, the sign of this card, has three forms: scorpion, serpent, eagle. The Death card indicates this transition from lower to higher to highest. This is a card of humility, and it may mean you have been brought low, but only so that you can then go higher than ever before. Death "humbles" all, but it also "exults." Always keep in mind that on this card of darkness there is featured a sunrise as well. You could be ready for a change.
What Tarot Card are You?
Take the Test to Find Out.
ตกใจแบบว่า เอร๊ยยย คุณพ่อ!!!?????
หมายเห็ด : ทำไมได้แต่ใบแปลกๆ - -a




<<<ย่อหน้านี้อ่านแล้วโหวงๆบอกไม่ถูกแฮะ
"เก็บไว้เถอะลูก สักวันนึงเราจะได้ใช้"
<<<อันนี้เอาไว้ให้น้องเนียนรึกเปล่าคะ
#1 By นะนะนะแนตกะโบโบ้ on 2008-12-14 21:02